จะเกิดอะไรขึ้นกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจอีกหรือไม่ ?

หลังจากที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจได้เดินทางออกมาจากศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ สังคมก็ได้นำความโกรธแค้นทั้งหมดมาลงที่ผู้ตัดสินคดีความ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความรู้สึกที่เข้าใจกันได้ และแน่นอนเองว่า พวกเราเองก็มีความโกรธแค้นเช่นเดียวกับทุกคน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถอยหลังมาหนึ่งก้าว พร้อมกับมองในคำวินิจฉัยและเส้นทางทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไป เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงว่า พรรคอนาคตใหม่พลาดในการเดินเกมครั้งนี้ 

เริ่มต้นเป็นอย่างแรกเลย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นปัญหาของบริษัท วี-ลัค มีเดีย ที่ได้หยุดดำเนินการกิจการไปแล้ว ตามคำพูดของธนาธร แต่อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้นำความขึ้นมาว่า ถึงจะหยุดดำเนินการแล้ว แต่ก็ยังมีการจดทะเบียนของบริษัทวีลัค มีเดียในฐานะนิติบุคคลอยู่ ซึ่งศาลมองว่าถึงแม้ว่าจะหยุดกิจการไปแล้ว แต่ถ้าตราบใดที่บริษัทนี้ไม่ได้ยื่นทำการหยุดกิจการต่อเจ้าหน้าที่ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการหยุดตีพิมพ์ (ซึ่งบริษัทวีลัค มีเดียไม่ได้ทำทั้งสองอย่าง) ก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าธนาธรยังคงถือหุ้นในบริษัทสื่อที่ยังไม่ได้ทำการปิดกิจการอย่างเป็นทางการกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำให้ข้อโต้แย้งนี้เป็นศาลรัฐธรรมนูญที่โต้แย้งตามตรรกะ

นอกจากนั้นแล้วยังมีในส่วนของการโอนหุ้นสื่อดังกล่าวไปให้สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณแม่ของธนาธร โดยที่ธนาธรได้แจ้งหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าในวันที่ 8 มกราคม 2562 ได้เดินทางจากการปราศัยในจังหวัดบุรีรัมย์ มาที่บ้านพักของตนเองที่กรุงเทพเพื่อดำเนินการโอนหุ้นเหล่านี้ให้กับแม่ของตัวเอง แต่ในหลักฐานที่ปรากฎนี้ ไม่มีหลักฐานส่วนไหนเลยที่ปรากฎว่าธนาธรได้โอนหุ้นเหล่านี้ต่อหน้าพยานที่เป็นคนสำคัญในการดำเนินการ หรือในอีกความหมายหนึ่งเลยก็คือ ธนาธรไม่ได้โอนหุ้นเหล่านี้ต่อหน้านายทะเบียนเพื่อเป็นหลักฐานในการโอนหุ้น 

นอกจากเรื่องนี้แล้ว เรายังต้องตรวจสอบประเด็นในเรื่องของการที่คุณสมพรได้ออกเช็คค่าหุ้นวงเงินที่มีจำนวนทั้งหมด 6.75 ล้านบ้านให้กับคุณรวิพรรณ ภรรยาของธนาธร แต่ไม่ได้นำเช็คนั้นไปขึ้นเงินมาเป็นเวลา 128 วัน จนกระทั่งมาขึ้นเงินในวันที่ กกต. ได้ส่งเรื่องฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูยในเรื่องของความเป็นสมาชิกภาพของธนาธร โดยที่คุณรวิพรรณได้ให้เหตุผลว่าตนเองไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่าตนเองต้องดูแลบุตรของตนเองที่ยังเป็นทารก ถึงแม้ว่าจะมีเหตุผลอันใดก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้มองเห็นถึงเหตุผลตรงนี้และมองว่าเหตุผลนั้นไม่มีน้ำหนักมากพอ

แน่นอนว่าในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอีกมากมายที่เรายังต้องดูกันอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องวินิจฉัยอีกในเรื่องของปัจจัยที่ทำให้ธนาธรถูกตัดสินในลักษณะนี้ ต้องพูดเลยว่า ในประเด็นแรกธนาธรไม่สามารถให้เหตุผลหรือข้อโต้แย้งกับศาลที่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลพิจารณาไปในอีกทางหนึ่ง และนอกจากเรื่องนั้นแล้ว ยังเป็นความสะเพราของคุณธนาธรและทีมกฎหมายจากพรรคอนาคตใหม่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยที่คิดว่าพรรคอนาคตใหม่นั้นมีปัญหาในการจ้างทีมกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะช่วยธนาธรให้หลุดพ้นจากตรงนี้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจจะเป็นอย่างไรต่อเมื่อหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยอย่างที่เราทราบกันมาแล้ว ณ ขณะนี้ พวกเราต้องพูดตามความจริงว่าเป็นไปได้ที่คุณธนาธรเองอาจจะไม่รอดจากการถูกตัดสิทธิทางการเมืองมากสุดถึง 20 ปี (จากข่าวที่ว่า กกต. ยื่นฟ้องศาลตัดสิทธิคุณธนาธรตามมาตรา 151) ถ้าคุณธนาธรยังคงมั่นใจในทีมกฎหมายในปัจจุบันนี้ เพราะนอกจากความผิดพลาดของธนาธรเองแล้ว ยังเป็นความผิดพลาดของทีมกฎหมายในพรรคอนาคตใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งสามารถมองได้อย่างชัดเจนเลยว่าต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร เพราะถึงแม้ว่าพรรคอนาคตใหม่พลาดในเรื่องเหล่านี้ แต่ในมุมมองของผู้สนับสนุนพรรค พวกเขาจะไม่มองในเรื่องพรรคอนาคตใหม่ และธนาธรพลาดในคดีนี้ แต่จะเป็นประเด็นที่ว่ารัฐบาลและระบบยุติธรรมไทยนั้นกำลังต้องเจอศึกใหญ่ที่จะทำให้ระบบยุติธรรมต้องสั่นคลอน: ประชาชนนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต้องระวังสถานการณ์ตอนนี้ให้มาก เพราะว่าถ้าเดินเกมพลาดอีกหนึ่งครั้ง นั่นอาจจะหมายความเป็นจุดจบของพรรคอนาคตใหม่การขบวนการประชาธิปไตยในไทยเลยก็เป็นได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here