3 Point of Issue.

– นอกจากรัฐบาล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่ม ก็ยังมีกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างหนัก อย่างเช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่เปรียบเสมือนด่านหน้าที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษา ท่ามกลางการแพร่ระบาดที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากขึ้นทุกวัน
– การขาดแคลนบุคลากรและอุปกรณ์ในการป้องกันและที่ต้องใช้จำเป็นในการทำงานและกับคนไข้ของบุคลากรทางการแพทย์ ย่อมทำให้พวกเขาเหล่านี้เผชิญกับความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และความกดดันที่เพิ่มมากขึ้น
– จากการรายงานข่าวแพทย์พยาบาลติดเชื้อเพิ่มในวันที่ 25 มีนาคม 63 ที่ผ่านมา ทางด้านนายอนุทินได้ตอบคำถามแก่ผู้สื่อข่าว “มาตรการกันความเสี่ยงของแพทย์ ที่ขณะนี้มีแพทย์ติดเชื้อไปหลายคน” ซึ่งจากคำตอบที่ดูเป็นการตำหนิของนายอนุทิน จึงเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น


จนถึงตอนนี้ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ ไวรัสโควิด-19 โดยที่ระดับการแพร่กระจายได้กระจายไปยังทั่วโลก (pandemic) และสำหรับในประเทศไทยที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดมีอัตราจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องวันต่อวัน จึงทำให้ สธ. ยกระดับการควบคุมเชื้อ และทางผู้ว่า กทม. ก็ได้มีการประกาศปิดห้างสรรพสินค้าหรือที่ที่มีคนเยอะๆ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา และขอความร่วมมือ ถ้าหากไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งออกไปไหนมาไหน

แน่นอนว่า นอกจากรัฐบาล ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และผู้ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่ม ก็ยังมีกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างหนัก อย่างเช่น บุคลากรทางการแพทย์ที่เปรียบเสมือนด่านหน้าที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษา ท่ามกลางการแพร่ระบาดที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากขึ้นทุกวัน และการหมุนเวียนสับเปลี่ยนเวรอย่างจำกัดและงานที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีโอกาสที่พวกเขาเหล่านี้จะสัมผัสถูกเชื้อไวรัสได้โดยตรง ซึ่งตามสื่อ Social media ก็ได้มีการแชร์ภาพและให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทำงานกันอย่างแทบจะไม่ได้พัก

“ไม่ใช่แค่เพียงงานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาก็เพิ่มขึ้นด้วย”

ด่านหน้ากับบุคลากรและอุปกรณ์ที่ขาดแคลน

เป็นที่รู้กันดีว่า ทุกครั้งเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น นอกจากแพทย์พยาบาลที่ต่างทำงานกันอย่างหนัก ทั้งจากการตรวจ รักษาคนไข้ที่ติดเชื้อและต้องคอยติดตามอาการ รวมไปถึงต้องรับมือหากมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ทยอยเข้ามาทำการรักษา แต่การขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน ซึ่งขณะนี้ บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำอุปกรณ์ เช่น หน้ากากอนามัยN95 ถุงมือ และชุด PPE ที่ขาดแคลน (แพทย์พยาบาลต้องนำเสื้อกันฝนมาทำเป็นชุด PPE) รวมไปถึงมีการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ระหว่างคนทำงานกับคนไข้ เป็นต้น จนเกิดเป็นแคมเปญการร่วมกันบริจาคให้แก่โรงพยาบาลและมีแคมเปญ #สวมเกราะให้นักรบเสื้อกราวน์ ที่ตั้งแคมเปญโดยมหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อด่านหน้าของเรากำลังเป็นผู้ป่วย

จากประโยคที่ว่า “บุคลากรทางการแพทย์เป็นด่านหน้า” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประโยคอาลัมภบทที่กล่าวถึงซุปเปอร์ฮีโร่ชุดขาวเท่านั้น เพราะเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานข่าวว่า มีบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาล ติดเชื้อโควิด-19 โดยเป็นการติดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย จึงทำให้แพทย์พยาบาลอีก 25 คนที่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ต้องถูกพักงานทันที 14 วัน และด้วยบุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์การป้องกันในไทยที่ขาดแคลน การเสียกำลังไปถึง 25 คน ย่อมทำให้พวกเขาเหล่านี้เกิดความเครียด ความกดดัน และโอกาสในการล้มป่วยมีมากขึ้น

การสื่อสารจากรมว.สาธารณสุข ถึงบุคลากรทางการแพทย์ #โซเชียลลุกเป็นไฟ

จากการรายงานข่าวที่มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในวันที่ 26 มีนาคม ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว. กระทรวงสาธารณะสุข ก็ได้ให้คำตอบแก่ผู้สื่อข่าว จนเกิดเป็นประเด็นร้อนขึ้นในโลกออนไลน์

“พวกเราก็ไม่พอใจที่บุคลากรทางการแพทย์ ที่ไม่เฝ้าระวังตัวเอง ซึ่งเราจะต้องเป็นบุคคลตัวอย่าง
ต่อให้ไม่เป็นบุคคลตัวอย่าง เราก็จะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ว่าช่วงนี้สถานการณ์โรดระบาด โรคแบบนี้เราต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุด เรามัวแต่ระวังของนอกบ้าน บางทีของในบ้านก็ยังหละหลวมอยู่ ตนต้องขออภัย และจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

ส่วนหนึ่งของคำตอบที่นายอนุทิน ตอบแก่ผู้สื่อข่าวที่ได้ถามถึง “มาตรการกันความเสี่ยงของแพทย์ ที่ขณะนี้มีแพทย์ติดเชื้อไปหลายคน” ซึ่งภายหลังจากที่ได้มีการแชร์คลิปดังกล่าวออกไป ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยจากประชาชน ที่รู้สึกไม่พึงพอใจกับคำตอบที่ดูเป็นการ กล่าวโทษบุคลากรทางการแพทย์ จนทำให้ #อนุทิน ขึ้นเทรนทวิตเตอร์

จาก #อนุทิน ที่ขึ้นเป็นเทรนทวิตเตอร์ นอกเหนือจากผู้ใช้งานทั่วไปที่แสดงความคิดเห็นกันมากมาย ก็ได้มีผู้ใช้งานคนหนึ่งทวิตข้อความ ดังนี้

“พวกเราเหนื่อยนะคะ กลัวมากๆด้วย อยากกลับบ้านจะแย่ อยากไปใช้เวลาส่วนตัว ใช้เวลากับครอบครัว กินอาหารอร่อย นอนหลับสนิทใส่เสื้อผ้าสวยๆ แต่ที่ไม่ได้กลับบ้าน ไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ยอมเสี่ยง ยอมสละเวลา เพราะหน้าที่ เพราะคนไข้ ที่รอคอยการรักษา แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือการตำหนิ #อนุทิน “

เวลาต่อมาจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นายอนุทิน ก็ได้ทำการถ่ายคลิปอธิบายถึงมาตรการต่างๆของสาธารณสุขและกล่าวว่า ไม่มีเจตนาที่จะตำหนิแพทย์ หรือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนัก มีแต่ให้กำลังใจ แต่หากการสื่อสารทำให้เข้าใจผิด ก็ขอชี้แจงให้ทราบตามนี้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเจตนาของนายอนุทินในการตอบคำถาม จะตอบด้วยท่าทีอย่างไร แต่ที่ผ่านมา หากนับตั้งแต่การพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายแรกในไทย บุคลากรทางการแพทย์ก็ต่างปฏิบัติหน้าที่กันอย่างสุดความสามารถ และคงไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คนไหนที่จะปล่อยปะละเลยไม่ระวังตัวเอง เพราะหน้าที่ของพวกเขาเหล่านี้ คือ การดูแลรักษาคนไข้ให้หายจากความเจ็บป่วย และต้องแลกกับความเสี่ยงก่อนใครเพื่อน เพราะเชื้อโรคทำงานตลอดเวลา ในขณะที่พวกเขาเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่รักษาอาการให้กับผู้ป่วย พวกเขาก็ต้องป้องกันตนเองเช่นเดียวกัน

เป็นเวลากว่าสามเดือนที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานกันอย่างหนัก ยอมเสียสละเวลาส่วนตัว แม้จำนวนบุคลากร และการมีอุปกรณ์การป้องกันที่เปรียบเหมือนชุดเกราะก็ไม่เพียงพอ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล หากมองตามความเป็นจริง ประเด็นการสื่อสารของนายอนุทิน ควรจะเป็นไปในทิศทางที่สร้างขวัญกำลังใจมากกว่าการกล่าวโทษ ว่าเป็นความผิดของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ ในฐานะที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อพวกเรา ดังนั้น การสร้างขวัญกำลังใจรวมถึงจัดเตรียมความพร้อมที่จำเป็น จึงสำคัญเพื่อให้เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ #ด่านหน้าชุดขาว ของพวกเรา จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ไม่เสี่ยงเจ็บป่วย ในขณะที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงไม่มีท่าทีสงบลง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here