3 Point of Issue.

 – จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งทางการจีนได้ยืนยันสถานการณ์การแพร่ระบาดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา โดยภายหลังจากที่มีการเก็บตัวอย่างเชื้อจากคนไข้ไปตรวจสอบ องค์กรอนามัยโลกจึงได้ระบุว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวมีชื่อว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ที่มีการค้นพบ และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โควิด-ไนน์ทีน
– แหล่งกำเนิดไวรัสโคโรน่ามีการสันนิษฐานว่า เชื้อไวรัสได้แพร่ระบาดจากสัตว์มาสู่คน ซึ่งคาดว่าการแพร่ระบาดมาจากตลาดค้าสัตว์ป่าและในตลาดสดของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยมีงูเป็นตัวกลางของการแพร่ระบาด เนื่องจากงูชนิดที่มีขายคือ งูเห่าและงูสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นงูมีพิษที่อาศับในถ้ำและกินค้างคาวเป็นอาหาร นอกจากนี้ไวรัสที่เคยระบาดอย่าง โรคเมอร์ส และ โรคซาร์ส ก็เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่พบในสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น
– การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ ที่กระจายตัวไปหลายประเทศทั่วโลก สามารถติดต่อได้ผ่านทางละอองเช่น การไอ การจาม และการสัมผัสกับเชื้อโดยตรง และจะแสดงอาการภายหลังจากการติดเชื้อ 14 วัน ด้วยความเสี่ยงสูงของการมีโอกาสในการติดเชื้อ ทำให้ล่าสุดมียอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกเป็นจำนวน 421,413 ราย รักษาหายจำนวน 95,785 ราย และเสียชีวิตรวม 18,800 ราย


ปี 2020 ทั่วโลกต่างเปิดศักราชใหม่ด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งทางการจีนได้ยืนยันสถานการณ์การแพร่ระบาดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา โดยภายหลังจากที่มีการเก็บตัวอย่างเชื้อจากคนไข้ไปตรวจสอบ องค์กรอนามัยโลกจึงได้ระบุว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวมีชื่อว่า ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCov) นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ที่มีการค้นพบ และต่อมาได้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า COVID-19 หรือ
โควิด-ไนน์ทีน

ข้อสันนิษฐานถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19

ที่มาที่ไปของไวรัสชนิดนี้ ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดถึงสาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่มีการสันนิษฐานกันในช่วงที่ระบาดเริ่มแรกว่ามาจาก งูสามเหลี่ยมที่มีการวางจำหน่ายในตลาดสดของเมืองอู่ฮั่น โดยที่งูชนิดนี้เป็นงูมีพิษที่อาศัยอยู่ในถ้ำและกินค้างคาวเป็นอาหาร และด้วยบางข้อมูลสันนิษฐานว่าในตัวค้างคาวจะมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ งูจึงเป็นเหมือนตัวกลางของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสจากสัตว์ไปสู่คน

สะพรึง โควิด-19 ยอดติดเชื้อทั่วโลกทะลุ 4 แสน เยอรมนีพบรายใหม่กว่า ...

การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในอดีตของเชื้อโรคที่เกิดจากไวรัสโคโรน่า

ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว โรคซาร์ส (SARS) ซึ่งเป็นโรคที่มาจากไวรัสโคโรน่าและมีการระบาดในช่วง ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ (SARS-CoV) โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง ที่เป็นไวรัสโคโรน่า ข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านชะมดและติดเชื้อในคน โดยเริ่มระบาดจากประเทศจีนและกระจายไปทั่วโลก และต่อมาในปี ค.ศ. 2012-2014 ก็ได้มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ชื่อว่า โรคเมอร์ส (MERS-CoV) โรคทางเดินหายใจที่เป็นไวรัสโคโรน่าข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านอูฐมาสู่คน เริ่มจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดิอาราเบีย ซึ่งทั้งสองโรคที่เกิดจากไวรัสโคโรน่าได้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกหลายพันคน

รูปร่าง ลักษณะ และแต่ละยีนัสของไวรัสโคโรน่า

ไวรัสโคโรน่า เป็นไวรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ และมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่ประกอบด้วยโปรตีนคลุมด้วยกลุ่มคาร์โบไฮเดรทเป็นปุ่มๆ ยื่นออกไปจากอนุภาคไวรัส ทำให้เมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะเห็นเป็นเหมือนมงกุฎ (ภาษาลาติน corona แปลว่า crown หรือ มงกุฎ) ล้อมรอบ มีการติดเชื้อก่อโรคได้ทั้งคนและสัตว์ โดยจัดเแบ่งเป็น 4 ยีนัส Alphacoronavirus, Betacoronavirus, Gammacoronavirus  และ Deltacoronavirus โดยไวรัสโคโรน่าที่ก่อโรคในคนที่ทำให้มีอาการของระบบทางเดินหายใจที่ไม่รุนแรง และมักมีการติดเชื้อแบบไม่มีอาการ ได้จัดอยู่ในยีนัส Alphacoronavirus ส่วนไวรัสโคโรน่าที่ก่อโรครุนแรงในคนและข้ามสปีชีส์มาจากสัตว์ เช่น SARS-CoV และ MERS-CoV จัดอยู่ในยีนัส
Betacoronavirus

รู้ทันไวรัสโคโรน่า อยู่ได้นานเท่าไหร่ และอาการทั่วไปเบื้องต้นของการติดเชื้อ

 ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ จะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาการเบื้องต้นของการติดเชื้อ คือ มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ เจ็บคอ, ครั่นเนื้อครั่นตัว, อ่อนเพลีย, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เป็นต้น โดยในบางรายที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการปอดบวมหรือหายใจลำบากร่วมด้วย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งการแพร่กระจายของไวรัสสามารถติดต่อได้ผ่านทางละออง เช่น เสมหะ น้ำตาน้ำลาย ฝอยน้ำมูก โดยเชื้อจะอยู่ในละอองเหล่านี้ได้ 5 นาที  และกระจายตัวอยู่ในอากาศได้นาน 3 ชั่วโมง อยู่ในน้ำได้ 4 วัน ไม่เว้นแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ อย่างเช่น บัตรเคดิต บัตรต่างๆ เชื้อไวรัสก็จะอยู่บนบัตรได้นานถึง 24 ชั่วโมง อยู่บนลูกบิดประตูได้ 7-8 ชั่วโมง และอยู่บนพลาสติกหรือสแตนเลส ได้นานถึง 2-3 วัน รวมถึงหากเชื้ออยู่ในอุณภูมิต่ำกว่า 4 องศา จะทำให้เชื้ออยู่ได้นานถึง 1 เดือน

ความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า มีระดับที่ไม่เท่ากัน และคนกลุ่มใดบ้างที่มีโอกาสติดเชื้อได้รุนแรง

จากแหล่งข้อมูลพบว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 จะส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น ทำลายเยื้อหุ้มปอด ทำให้มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ และยังก่อให้เกิดตับและไตล้มเหลว โดยระยะแรกภายหลังจากที่ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว จะยังไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะแพร่เข้าไปตามเซลล์เยื้อบุที่คอ ท่อทางเดินหายใจและปอด การเข้ายึดอวัยวะต่างๆเหมือนกับการล่าอณานิคม โดยเปลี่ยนอวัยวะส่วนที่ยึดครองให้เป็นเหมือนโรงงานผลิตเชื้อไวรัส แต่ในผู้ที่ติดเชื้อทั่วไปส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการหนักมากนัก จะมีเพียงอาการไข้ ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่หลั่งสารไซโตไคน์ออกมาเมื่อร่างกายผิดปกติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแต่ก็มีผลทำให้มีไข้เกิดขึ้น

ในระยะแรก ผู้ป่วยสามารถพักฟื้นและร่างกายจะหายเองได้ ด้วยการดื่มน้ำเพื่อลดอาการไอแห้งและนอนพักเยอะๆ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายเองได้ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเห็นได้ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ มีความเสี่ยงต่อการติดต่อ โดยมีตั้งแต่อาการเบื้องต้น ปานกลาง ไปจนถึงอาการแย่ลงในขั้นรุนแรงที่ทำให้ร่างกายภายในเสียหายจากการติดเชื้อ โดยเด็กทารก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ จะเป็น กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงหากได้รับเชื้อ

เปิดสถานการณ์ โควิด19 วันนี้มีใคร อาชีพไหน จังหวัดอะไรบ้าง ติด ...

อัตราการแพร่ระบาดที่สูงขึ้นวันต่อวันอย่างรวดเร็วทั้งในไทยและต่างประเทศ จากการติดเชื้อระหว่างคนสู่คน

 ในส่วนของการแพร่ระบาด ยอดสะสมจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 421,413 ราย  รักษาหายจำนวน 95,785 ราย และเสียชีวิต 18,800 ราย และในวันที่ 25 มีนาคม 2563 รายงานจาก The Standard ระบุว่า มียอดผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโรคโควิด-19 แล้ว 18,810 ราย เป็นผู้เสียชีวิตนอกจีนแผ่นดินใหญ่มากถึง 15,533 ราย โดยผู้ป่วยโควิด-19 ในอิตาลี สหรัฐอเมริกา สเปน เยอรมนี และอิหร่าน รวมกันเกือบ 53% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด หรือเกือบ 222,700 ราย โดยมีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนรายภายใน 3 วัน และพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธ์ุใหม่แล้วอย่างน้อยใน 197 ประเทศ

สำหรับไทย นับตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อรายแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 ที่เดินทางมาจากประเทศจีนและได้ทำการรักษาจนหายขาด และในเวลาต่อมาก็ได้มีการรายงานสถานการณ์จากหลายสำนักข่าวเป็นระยะๆ ของจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นวันต่อวัน และจากการที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 89 ราย ในวันที่ 21 มีนาคม 63 โดยจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับการระบาดของโรคที่สนามมวย 32 ราย จึงทำให้อัตราการแพร่ระบาดสูงขึ้นและทำให้มีผู้ติดเชื้อขณะนั้นจำนวน 411 ราย และพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จากจำนวนที่ 323-411 นั้นแบ่งสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งจัดแบ่งโดย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อ กรมควบคุมโรค


กลุ่ม 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ 56 ราย

– สนามมวย 32 ราย ได้แก่ ผู้ชมมวยทั้งที่เป็นคนกรุงเทพฯ และมาจากต่างจังหวัด เซียนมวย ครูมวย และกรรมการ
– สถานบันเทิงย่านเอกมัย 2 ราย
– เข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 6 ราย
– สัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้า 11 ราย อยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

กลุ่ม 2 ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 38 ราย

– ผู้ที่กลับจากต่างประเทศ 12 ราย เป็นคนไทย 6 ราย ชาวต่างชาติ 6 ราย การสอบสวนโรคพบว่าบางคนมีประวัติไปเที่ยวสถานบันเทิงในต่างประเทศ
– ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดนักท่องเที่ยว 6 ราย เช่น พนักงานเสิร์ฟ พนักงานขับรถ
– ผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 20 ราย หนึ่งในนั้นเป็นนักแสดงสาวที่เปิดเผยข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่าตัวเองติดเชื้อ

กลุ่ม 3
 ได้มีการยืนยันการพบเชื้อแล้ว แต่รอสอบสวนโรค 108 ราย

จากการจัดแบ่ง 3 กลุ่ม แม้ขณะนั้นยังไม่มีมาตราการปิดสถานที่คนหนาแน่นในกรุงเทพฯอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ในเวลาเดียวกันกับที่ความกังวลใจและยอดผู้ติดเชื้อมีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้วยจากการเข้าไปร่วมในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากและมีผู้ติดเชื้อ จึงทำให้การแพร่ได้ระบาดกระจายตัวอย่างเป็นทอดๆ

ประกาศปิดสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ กับการเฝ้าระวังกลุ่มผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยหวั่นการแพร่ระบาดขยายตัวเป็นวงกว้าง

จากการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้าทั้งจากสถานบันเทิง เวทีมวย และสถานที่อื่นๆ และวันที่ 22 มีนาคม 63 ก็ได้มีประกาศเพิ่มเติมว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 188 ราย และวันที่ 23 มีนาคม 63 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 122 ราย ทำให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อในไทยสูงขึ้นเป็น 721 ราย และมีจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันเพิ่มขึ้นที่จำนวนหลักร้อยอย่างรวดเร็ว ทำให้ สธ. ต้องยกระดับการควบคุมโรคระบาด ซึ่งทางผู้ว่า กทม. ก็ได้ออกประกาศเรื่องการปิดสถานที่รอบกรุงเทพฯ เป็นเวลา 22 วัน โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 12 เมษายน 63  จึงทำให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านจนหนาแน่นขนส่ง     

ทั้งนี้ อธิบดีกรมควบคุมโรค ก็ได้ออกประกาศให้ในแต่ละอำเภอและหมู่บ้านเฝ้าระวัง โดยให้จัดทำฐานข้อมูลของผู้ที่เดินทางกลับจากกรุงเทพฯและปริมณฑล หากพบว่าพื้นที่ไหนมีผู้ป่วยหรือผู้ที่สุ่มเสี่ยง ให้กักตัวเพื่อสังเกตุอาการ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดเป็นเวลา 14 วัน  เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในต่างจังหวัดที่อาจบานปลาย ซึ่งขณะนี้ตัวเลขของผู้ติดเชื้อก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะหลักพันคน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here