3 Point of Issue.

– รัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศใช้เคอร์ฟิว ห้ามมิให้ประชาชนออกจากเคหสถานในช่วงเวลาระหว่าง 22.00 – 4.00 น. เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เป็นต้นไป เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ และเพื่อให้ห้างร้าน สถานประกอบการ มีเวลาสำหรับทำความสะอาดและกำจัดเชื้อเป็นประจำ
– ประชาชนบางกลุ่มอาจพึ่งเคยสัมผัสกับเหตุการณ์การประกาศเคอร์ฟิวเป็นครั้งแรก แต่ไม่มีอะไรให้กังวลนัก เนื่องจากมีข้อยกเว้นให้สำหรับกลุ่มคนที่มีภาวะจำเป็นต้องเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว เพียงแค่จำเอาไว้ว่า อย่าออกจากบ้านหรือที่พักในช่วงเวลาดังกล่าวก็พอ
– นโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การทำงานจากที่บ้าน และการเว้นระยะห่างทางสังคม ช่วยให้ประชาชนคุ้นเคยกับการอยู่ติดบ้านมาตั้งแต่แรกแล้ว ทำให้การประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความตึงเครียดมากนัก


ประกาศเคอร์ฟิว มาตรการยาแรงต่อสู้ COVID-19

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 รัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ออกประกาศเคอร์ฟิว หรือมาตรการห้ามออกนอกเคหสถานตามเวลาที่กำหนดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมีข้อห้ามมิให้ประชาชนออกนอกที่อยู่อาศัยในระหว่างเวลา 22.00 – 04.00 น. ของทุกวัน โดยมีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ 4 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 เมษายน เป็นต้นไป แต่ให้ยกเว้นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ การขนส่งสินค้าที่จำเป็น และการธนาคาร ทั้งนี้ รวมถึงการเดินทางต่าง ๆ ที่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการประกาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรการป้องกันและจำกัดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยนายกฯ ได้กำชับว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนตระหนกเกินเหตุ และขอให้ประชาชนอย่ากักตุนสินค้าและอาหาร เนื่องจากยังสามารถไปซื้อได้ตามปกติในช่วงกลางวัน อีกทั้ง สินค้าและอาหารต่าง ๆ มีเพียงพออยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการที่จริงจังขึ้น อาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สะดวกสบายเหมือนที่ผ่านมา แต่ขอให้อดทนและให้กำลังใจให้สู้ไปด้วยกัน

ความหมายและประวัติศาสตร์การเคอร์ฟิวในประเทศไทย

เคอร์ฟิว (Curfew) มาจากคำว่า “Couvre feu” ซึ่งเป็นคำในภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า “ดับไฟ”  (Cover Fire) ในปัจจุบัน คำว่าเคอร์ฟิวถูกใช้ในด้านของความมั่นคง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ ซึ่งทั่วไปแล้วจะเป็นช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเคลียร์พื้นที่และให้ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการปราบปรามหรือเข้าควบคุมจัดการสถานการณ์สำคัญต่าง ๆ

ความแตกต่างระหว่าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กับ ประกาศเคอร์ฟิว

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือที่เรียกกันจนคุ้นชินว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นกฎหมายพิเศษที่มีไว้เพื่อให้อำนาจกับรัฐบาลในการออกข้อบังคับใช้บางประการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันหรือจัดการกับสถานการณ์ในประเทศที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ เช่น ภาวะสงคราม หรือภาวะที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นต้น

พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี ในการประกาศห้ามไม่ให้บุคคลออกนอกเคหสถานในช่วงที่ระยะเวลาที่กำหนด แต่ทั้งนี้ เป็นเพียงแค่การประกาศให้อำนาจไว้เพื่อเตรียมใช้คำสั่งดังกล่าวเท่านั้น หากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีคำสั่งอื่นใด ประชาชนก็ยังสามารถเดินทางออกนอกที่อยู่อาศัยได้ตามปกติ ดังนั้น การเคอร์ฟิว จึงเป็นตัวเลือกหนึ่ง ที่รัฐบาลอาจจะประกาศใช้พร้อมกันหรือภายหลังจากที่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็ได้ และมักจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลจะนำมาใช้ เนื่องจากคำสั่งเคอร์ฟิวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนที่รุนแรงได้

สำหรับประเทศไทยนั้น ได้เคยมีการประกาศเคอร์ฟิวมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่

  1. ประกาศเคอร์ฟิว พฤษภาคม 2535 โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สุจินดา คราประยูร ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
  2. ประกาศเคอร์ฟิว มีนาคม 2550 พื้นที่จังหวัดยะลา ในช่วงที่มีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ค่อนข้างรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
  3. ประกาศเคอร์ฟิว พฤษภาคม 2553 โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง
  4. ประกาศเคอร์ฟิว พฤษภาคม 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. 

การเคอร์ฟิวครั้งแรกในชีวิต ที่ไม่มีอะไรน่ากังวล

เนื่องจากการประกาศเคอร์ฟิวครั้งก่อนในประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อ 10 ปีมาแล้ว การประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้จึงอาจถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในช่วงวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงวัยเริ่มต้นทำงาน ที่ต้องเริ่มตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา อาจเกิดข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการบังคับใช้ของคำสั่งเคอร์ฟิว

โดยปกติแล้ว คำสั่งเคอร์ฟิวที่ผ่านมา มักจะถูกใช้กับสถานการณ์ความไม่สงบหรือเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงที่ส่อเค้ารุนแรง ทำให้รัฐบาลต้องออกคำสั่งเคอร์ฟิวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างตึงเครียด และมักไม่ค่อยมีข้อยกเว้นมากนัก แต่สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 นั้น ค่อนข้างแตกต่างออกไป เนื่องจากเป็นไปเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อดังกล่าว อีกทั้งเพื่อให้ห้างร้าน และสถานประกอบการต่าง ๆ มีช่วงเวลาทำความสะอาดและดำเนินการกำจัดเชื้อได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีประกาศอย่างชัดเจน สำหรับบุคคลหรือคณะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการยกเว้นให้เดินทางและปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติในช่วงเคอร์ฟิว จึงเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างผ่อนคลายกว่า เมื่อเทียบกับรูปแบบการเคอร์ฟิวที่ผ่าน ๆ มา

บุคคลหรือคณะที่ได้รับการยกเว้นในช่วงเคอร์ฟิว

ประกาศเคอร์ฟิวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น ได้พิจารณาถึงบริบทและความจำเป็นของเจ้าหน้าที่และบุคลากรทุกภาคส่วน จึงได้มีประกาศยกเว้นบุคคลบางประเภทไว้ ให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการเคอร์ฟิว ดังนี้

  • บุคลากรและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ หรือผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับ ยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์
  • บุคลากรด้านการธนาคาร
  • การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันเชื้อเพลิง และพัสดุภัณฑ์ต่าง ๆ
  • การนำเข้าและส่งออก
  • ผลผลิตการเกษตร
  • การขนส่งและงานด้านหนังสือพิมพ์
  • การขนย้ายประชาชนที่มีจุดประสงค์เพื่อการกักกันตัวอันเนื่องมาจากโรคติดต่อ
  • การเข้าออกเวร/งานผลัดกลางคืน
  • ผู้ที่เดินทางไป/มาสนามบิน (มีเอกสารรับรองระบุเหตุผลการเดินทางที่จำเป็น)
  • เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่ได้รับอนุญาต หรือมีหน้าที่จำเป็น

จะเห็นได้ว่า การประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้ รัฐบาลให้อิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรและตามความจำเป็นพอสมควร เพราะมีจุดประสงค์เป็นไปเพื่อลดโอกาสการแพร่และติดเชื้อของประชาชนก็เท่านั้นเอง

รู้จัก "เคอร์ฟิว" คืออะไร ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แค่ไหนในวิกฤติ "โค ...

ผลกระทบและการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับช่วงเคอร์ฟิว

ที่จริงแล้ว แนวทางการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และแนวทางการกักตัวหรือทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from Home) เป็นแนวทางที่ช่วยปรับพฤติกรรมของเราให้คุ้นชินและสอดคล้องกับการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่แล้ว เพราะเป็นการลดการเดินทางและการรวมกลุ่มทางสังคมที่ไม่จำเป็น อีีกทั้งยังเป็นการลดการใช้บริการสถานที่บันเทิงต่าง ๆ หากมีการบังคับตัวเองให้ทำพฤติกรรมเช่นนี้ได้ ก็ย่อมสอดคล้องกันกับข้อบังคับส่วนใหญ่ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รวมถึงการเคอร์ฟิวอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีเหตุจำเป็นในการดำเนินหรือปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ในช่วงเวลา 4 ทุ่มไปจนถึงตี 4 นับตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว ให้พิจารณาจากความจำเป็นในการออกจากเคหสถาน หากตนเองอยู่ในข่ายของผู้ได้รับการยกเว้น และมีเอกสารหรือหลักฐานยืนยันตัวที่ชัดเจนกับเจ้าหน้าที่ได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่อยู่ในข่ายข้อยกเว้น และไม่แน่ใจว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ขอให้เน้นแนวทางการเว้นระยะห่างทางสังคม ยึดหลัก “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกที่อยู่อาศัยในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ ห้ามเปิดใช้อาคารที่มิใช่เคหสถานหรือที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่จำเป็น และห้ามชุมนุมหรือรวมตัวกัน เพราะจะเป็นการละเมิดข้อห้ามของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้

สำหรับผู้ที่กังวลว่าเครื่องอุปโภคบริโภคอาจจะไม่พอใช้หลังการเคอร์ฟิว ขอให้ท่านทำความเข้าใจว่า ในช่วงกลางวัน เรายังสามารถไปจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ และประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคแต่อย่างใด โรงงานต่าง ๆ ยังคงมีกำลังการผลิตที่เพียงพอสำหรับสินค้าเหล่านี้ จึงไม่ควรกักตุนอาหารหรือข้าวของเครื่องใช้มากเกินความจำเป็น ท่านอาจซื้อเผื่อไว้สำหรับอุปโภคบริโภคได้บ้างแต่ไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ เนื่องจากพฤติกรรมการกักตุนเกินควรเช่นนี้ อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ ซึ่งเป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นที่มีความจำเป็นต้องใช้อุปโภคบริโภคในช่วงเวลาดังกล่าวได้ครับ

ข้อสรุป

การประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อให้ห้างร้านและสถานที่ประกอบการ มีเวลาทำความสะอาดและกำจัดเชื้อได้ และยังลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่หรือติดเชื้อในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศห้ามผู้ใดออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 22.00 – 4.00 นาฬิกา แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบุคลากรที่มีหน้าที่หรือความจำเป็นที่ต้องออกจากสถานที่ในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนที่มีเหตุจำเป็นจึงไม่ต้องตระหนกเกินกว่าเหตุ แม้การประกาศในคราวนี้ อาจสร้างความไม่สะดวกสบายให้แก่ประชาชนอยู่บ้าง แต่เนื่องจากการรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคมและกักตัวทำงานอยู่ที่บ้านในช่วงที่ผ่านมา ประชาชนค่อนข้างคุ้นเคยกับการปรับตัวเองให้อยู่ติดบ้านกันดีอยู่แล้ว หวังว่ายาแรงในการต่อต้านไวรัส COVID-19 ในครั้งนี้ของรัฐบาล จะมีประสิทธิภาพลดการแพร่เชื้อได้จริง และทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว


อ้างอิง

[1] https://www.matichon.co.th/politics/news_2116616
[2] https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/872323
[3] https://www.amarintv.com/news/detail/24093
[4] https://www.bbc.com/thai/thailand-52134560

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here