เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ทีม Modernist – ส่องสื่อ ได้เข้าร่วมในกิจกรรม #เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จัดโดย Society Young Social Innovators หรือ SYSI ซึ่งงานได้เริ่มกิจกรรมเสวนาตั้งแต่เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไปจนกระทั่งถึงหกโมงเย็น ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า กิจกรรมเสวนาในครั้งนี้คือกิจกรรมที่ทาง SYSI จัด Open house เพื่อเปิดบ้านแก่คนรุ่นใหม่ที่สนใจนวัตกรรมทางสังคม ภายในงานจึงเต็มไปด้วยกลุ่มคนมากมาย ทั้งที่เป็นผู้สนใจที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ไปจนถึงกลุ่มคนที่เคยมีประสบการณ์มาบ้างไปจนถึงโชกโชน โดยที่กลุ่มคนแต่ละกลุ่มจะได้มีโอกาสมาพบปะฟังมุมมอง แนวคิด และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันทั้งจากการฟังบรรยายและการรวมกลุ่มแบ่งปันตามประสบการณ์ของผู้สนใจ

ด้วยบรรยากาศของงาน ที่จัดขึ้นภายในสถานที่ co-working space ณ Monstar hub แห่งนี้ จึงทำให้บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างใกล้ชิดและอบอุ่น ในการทำความรู้จักระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ และกล่อมเกลาไปกับการฟังเสวนาสบายๆ ของผู้ที่มีประสบการณ์ กับการถ่ายทอดส่งต่อไปยังผู้สนใจทุกคน ในการเล่าถึงประสบการณ์ของวิทยากรแต่ละคนก็ประกอบไปด้วยกลุ่มคนรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่ ช่วงการเสวนาจึงจัดแบ่งเป็น เล่าใหญ่ และ เล่าเล็ก ที่ทำให้การเสวนาเป็นมากกว่าการเสวนา ด้วยการ “เล่าเรื่องของเรา” และนำมา “เล่าสู่กันฟัง

ชั่วโมงแรกของการฟังเสวนาที่เป็นมากกว่าเสวนาในครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นด้วย เล่าใหญ่ หรือกลุ่มคนรุ่นใหญ่ที่ได้มาร่วมกันเล่าถึงประสบการณ์การฝ่าฟันพร้อมกับการลงมือแก้ปัญหาทางสังคม จากความเชื่อ วิธีการ และความถนัดที่หลากหลาย และมุมมองของพวกเขาต่อคำว่า “นวัตกรรม” โดยเริ่มจาก สุนิตย์ เชรษฐา ผู้ก่อตั้งองค์กร ChangeFusion ที่เล่าถึงการที่อยาสร้างระบบนิเวศน์ ให้ธุรกิจเพื่อสังคมได้เติบโต โดยใช้หลักคิดที่ว่า “การที่จะเปลี่ยนแปลง เราเข้าใจมันดีหรือยัง จำให้ยั่งยืนและขยายผลได้ยังไง” ต่อมา สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ที่เริ่มจากการก่อตั้งองค์กร  Local Alike จนถึงตอนนี้มี โลเคิล อร่อย – Local Aroi และผู้สร้าง platform เชื่อมโยงการท่องเที่ยวและอาหารท้องถิ่นอร่อยๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชน ด้วยหลักคิด “การเข้าใจต่อชุมชนจะช่วยต่อ ยอดธุรกิจได้” และ ปฏิพัทธ์ สุสำเภา เป็นผู้ก่อตั้ง  Opendream บริษัทที่ตั้งใจใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาช่วยเหลือสังคม ด้วยความเชื่อที่ว่า “สิ่งสำคัญในการสร้าง innovation ไม่ใช่ความสำเร็จแต่เป็นความล้มเหลว ยิ่งล้มเหลวจะยิ่งรู้ว่า เราจะได้ไปทำสิ่งใหม่”

ชั่วโมงถัดมาของการฟัง เล่าใหญ่ (รอบที่ 2) ในรอบนี้ก็จะมีคนรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ได้ขึ้นมาเล่าสู่กันฟังบนเวทีสนทนา ซึ่งประกอบไปด้วยวิทยากร เริ่มจาก อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ผู้เป็นสมาชิกของกลุ่ม Deschooling Game – ความสนุกปลุกการเรียนรู้ และติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ ด้วยความเชื่อที่ว่า “นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อเราเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคม” ต่อมา จิราวรรณ คำซาว เกษตรกร นักวิจัยและนักธุรกิจ  ผู้พัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้วยความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายการเกษตรทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มาเปลี่ยนแปลงใหม่ร่วมกันกับ แก๊งค์ถิ่นนิยม ซึ่งมีความคิดที่ว่า “อยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาแก้ปัญหา โดยเริ่มที่ท้องถิ่นตัวเองก่อน” และวรพจน์ โอสถาภิรัตน์ ผู้ประสานงานและประสานใจให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ ในนามพื้นที่นี้ดีจัง สามแพร่งfacestreet มากว่าสิบปี และเขาให้ message แก่ผู้ฟังว่า “นวัตกรรม เป็นความใหม่ และความพิเศษของความใหม่ มันอยู่ที่เมื่อมันกลายเป็นความธรรมดา”

หลังจากฟังเล่าใหญ่ไปอย่างจุใจถึง 2 รอบแล้ว ก็ถึงเวลาในการฟัง “เล่าเล็ก” ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เมื่อกล่าวถึงชื่อ หลายคนคงจะรู้จัดพวกเขาเหล่านี้ อาทิ  ทศพร สังข์ประคอง จาก Gacha Surat Thani กลุ่มคนที่รวมตัวกันด้วยความสนใจที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยใช้ตู้กาซาปอง แรงบันดาลใจเกิดจาก “การทำในสิ่งที่รัก ที่สามารถเลี้ยงชีพได้ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม” นันท์มนัส ปุณยพัฒน์  และ ภูมิปรินทร์ มะโน สมาชิกและก่อตั้ง  Young Creator’s Camp เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รวมกันจัดทำค่ายพัฒนานักโปรแกรมเมอร์ ด้วยแนวคิดที่ว่า “เด็กหลายคนตั้งคำถามเป็น และเด็กบางคนก็แก้ปัญหาได้” และปิดท้าย โดยตัวแทนจากกลุ่ม Rapper ที่โด่งดังจากเพลง “ประเทศกูมี” เดชาธร บำรุงเมือง จาก Rap Against Dictatorship (RAD) เป็นศิลปินคนรุ่นใหม่ที่ใช้เพลงแร็ป ในการสื่อสารประเด็นทางสังคม ที่นอกเหนือจากเพลง “ประเทศกูมี” ก็ยังมีเพลงสะท้อนสังคมอีกหลายเพลง และในช่วงเดือนกุมภาที่ผ่านมา จากการรวมตัวของนักศึกษา มุมมองของ เดชาธร จาก RAD เขาให้ความคิดเห็นที่ว่า ” ทุกครั้งที่ไปเล่นงานฟรีชุมนุม เขาจะได้พลังกลับมาทุกที คนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะชอบหรือเชียร์พรรคไหน เขาอยากเห็นอนาคตที่ดีขึ้นจริงๆ”

ในช่วงท้าย มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงาน แบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มแบ่งเป็น กลุ่มแรก คือ ผู้ที่เริ่มต้น ยังไม่มีไอเดียมาก่อน กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่พอมีประสบการณ์ และกลุ่มที่สาม คือ ผู้มีประสบการณ์และพร้อมจะสร้างอาชีพ ซึ่งการแบ่งทั้งสามกลุ่มนี้ เป็นการรองรับกลุ่มคนมาร่วมงานที่หลากหลายในวัย หลากหลายความสนใจ และหลากหลายที่มา อีกทั้งยังรองรับทั้งกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มสนใจ ไปจนถึงกลุ่มคนที่ประสบการณโชกโชน และในระหว่างช่วงของการแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดความสนใจของกันและกัน จึงทำให้ภายในงาน เรียกได้ว่า มีบรรยากาศของนวัตกรมที่แท้จริง เพราะนวัตกรรมที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาให้ได้เห็นมากมาย ย่อมมีจุดเริ่มต้นมาจากการพูดคุย จนเกิดออกมาเป็น ‘ไอเดีย’ ซึ่งงานเปิดบ้านของ SYSI ที่จัดขึ้นนี้ ก็จะเป็นประตูที่เปิดออกสู่เส้นทางของนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ และสันติ แก่สังคมอย่างแท้จริง

และสำหรับใครที่อยากร่วมสร้างนวัตกรรมของคนรุ่นใหม่ สามารถร่วมเป็นสมาชิกของ SYSI รวมไปถึงสามารถขอทุนในระดับต่างๆ ที่ทาง SYSI เปิดได้ด้วย ใครสนใจสามารถดูข้อมูลได้ผ่านทาง www.sysi.or.th ได้เลย

ภาพประกอบโดย วีระวัฒน์ เวชพงศา

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here